หลายคนอาจให้ความสำคัญกับปัญหาความชื้นในอากาศที่สูงเกินไป แต่ทราบหรือไม่ว่า ความชื้นต่ำเกินไปก็สามารถสร้างความเสียหายต่อวัสดุและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้เช่นกัน โดยเฉพาะในโรงงานอุตสาหกรรม ห้องปฏิบัติการ และพื้นที่ที่มีกระบวนการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
เมื่อความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศต่ำกว่า 30% RH สภาพอากาศที่แห้งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการสะสมของประจุไฟฟ้า ซึ่งนำไปสู่ปรากฏการณ์ไฟฟ้าสถิต หรือ Electrostatic Discharge (ESD) ที่อาจสร้างความเสียหายต่ออุปกรณ์โดยที่เราไม่ทันสังเกต
1. ความชื้นต่ำเกี่ยวข้องกับไฟฟ้าสถิตอย่างไร?
โดยปกติไฟฟ้าสถิตเกิดจากการถ่ายเทประจุไฟฟ้าระหว่างวัสดุสองชนิด เช่น การเสียดสีหรือการสัมผัสแล้วแยกออกจากกัน ซึ่งอาจทำให้เกิดการสะสมของประจุไฟฟ้าบนพื้นผิววัสดุ
เมื่ออากาศมีความชื้นต่ำมาก พื้นผิวของวัสดุมักมีความสามารถในการระบายประจุไฟฟ้าลดลง ส่งผลให้ประจุไฟฟ้าสะสมอยู่ได้นานขึ้น และอาจเกิดการคายประจุอย่างรวดเร็วเมื่อสัมผัสกับวัตถุหรืออุปกรณ์อื่น
ปรากฏการณ์ดังกล่าวเรียกว่า Electrostatic Discharge (ESD) ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เกิดความเสียหายได้
2. ผลกระทบจากไฟฟ้าสถิตต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
ไฟฟ้าสถิตเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และบางครั้งเราอาจรู้สึกเพียงคล้ายถูกไฟฟ้าช็อตเล็กน้อย แต่ในความเป็นจริง การคายประจุไฟฟ้าสถิตสามารถมีแรงดันสูงถึงหลายร้อยหรือหลายพันโวลต์ ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและวัสดุที่เกี่ยวข้อง
โดยเฉพาะอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีวงจรขนาดเล็ก เช่น CPU หน่วยความจำ และชิปเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งมีโครงสร้างภายในที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงทางไฟฟ้า
ความเสียหายที่เกิดขึ้นแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ ได้แก่
- ความเสียหายโดยตรง: แรงดันไฟฟ้าจากการคายประจุอาจทำลายฉนวนหรือวงจรภายในชิป ส่งผลให้อุปกรณ์ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ
- ความเสียหายแฝง (Latent Damage): อุปกรณ์ยังสามารถใช้งานได้หลังเกิดเหตุการณ์ แต่ประสิทธิภาพหรืออายุการใช้งานอาจลดลง และอาจเกิดความผิดปกติในภายหลัง
3. วัสดุเสื่อมสภาพจากสภาพอากาศที่แห้งเกินไป
นอกจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แล้ว ความชื้นต่ำยังส่งผลต่อวัสดุหลายประเภท โดยเฉพาะวัสดุที่ต้องอาศัยความยืดหยุ่นในการใช้งาน เช่น
- พลาสติก: วัสดุบางประเภทอาจสูญเสียความยืดหยุ่นและเกิดการแตกร้าวได้ง่ายขึ้น
- ยาง: อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงของคุณสมบัติทางกายภาพ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน
- ฉนวนสายไฟ: วัสดุฉนวนบางชนิดอาจเสื่อมสภาพหรือเกิดความเสียหายได้ตามสภาพแวดล้อมและอายุการใช้งาน
ดังนั้น การควบคุมความชื้นจึงไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะคุณภาพอากาศเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญต่อการรักษาคุณภาพของวัสดุและอุปกรณ์ภายในโรงงานอีกด้วย
4. ควรควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ให้อยู่ในระดับเท่าไร?
เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาความชื้นต่ำและการสะสมของไฟฟ้าสถิต ควรมีการตรวจวัดและควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ (Relative Humidity: %RH) ให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม

การควบคุมความชื้นให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมจะช่วยลดโอกาสการสะสมของประจุไฟฟ้าสถิต และช่วยรักษาสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการทำงานของอุปกรณ์และกระบวนการผลิต
5. การวัดความชื้นอย่างแม่นยำช่วยป้องกันปัญหาได้อย่างไร?
การป้องกันปัญหาจากความชื้นที่ต่ำหรือสูงเกินไป ควรเริ่มต้นจากการตรวจวัดค่าความชื้นอย่างสม่ำเสมอ โดยเลือกใช้เครื่องมือวัดความชื้นที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและลักษณะการใช้งาน
เครื่องวัดอุณหภูมิและความชื้น (Temperature and Humidity Transmitter) สามารถใช้ตรวจสอบค่าความชื้นสัมพัทธ์ภายในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ห้องควบคุมคุณภาพ ห้องปฏิบัติการ และพื้นที่จัดเก็บวัสดุ เพื่อให้สามารถติดตามและควบคุมสภาพแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม
UIM (United Instrument and Metrology) จำหน่ายเครื่องมือวัดอุณหภูมิและความชื้นสำหรับงานอุตสาหกรรม พร้อมให้คำแนะนำในการเลือกอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานของแต่ละโรงงาน
หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่องมือวัดความชื้น สามารถติดต่อ UIM ได้ผ่านช่องทางต่าง ๆ
สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อเราได้ที่
Website : www.uimbkk.com
Line: https://lin.ee/Wyz2oFr
Email: sales@uimbkk.com
Office: 02944 8271-2
